คนที่ได้รับข่าวว่างานฌาปนกิจจะเริ่มบ่ายสามหรือสี่โมงเย็น มักเจอคำถามเดียวกันก่อนออกจากบ้าน คือคำว่าเผาหลอกที่ได้ยินในงานหมายถึงอะไร ต่างจากเผาจริงตรงไหน ต้องอยู่จนไฟไหม้จริงหรือไม่ และถ้ากลับหลังวางดอกไม้จันทน์จะเสียมารยาทกับเจ้าภาพหรือเปล่า ความไม่แน่ใจนี้ทำให้หลายคนไปสายเพราะกะเวลาไม่ถูก หรือนั่งรออยู่ในศาลาจนค่ำทั้งที่พิธีในส่วนของแขกจบไปแล้ว บทความนี้อธิบายวันฌาปนกิจทีละช่วงจากมุมของทีมงานที่ส่งดอกไม้และพวงหรีดเข้าออกเมรุวัดในกรุงเทพฯ ทุกสัปดาห์ เพื่อให้รู้ล่วงหน้าว่าจะเจออะไร ต้องทำอะไร และกลับได้ตอนไหน




สั่งผ่าน LINE ได้เลยโทร 082-919-9481
เผาหลอกคือพิธีเชิงสัญลักษณ์ที่ทำต่อหน้าแขกในช่วงบ่ายแก่ถึงเย็น โดยประธานจุดไฟที่ดอกไม้จันทน์บนหีบศพเพื่อเป็นการส่งผู้วายชนม์ ส่วนเผาจริงคือการเผาศพในเตาซึ่งทำหลังจากแขกกลับหมดแล้ว มักเป็นช่วงค่ำและเหลือเพียงเจ้าภาพกับญาติสายตรงอยู่ร่วม ผู้ไปร่วมงานทั่วไปไม่ต้องรอเผาจริง เมื่อขึ้นวางดอกไม้จันทน์บนเมรุเสร็จแล้วสามารถรับของชำร่วยและกลับได้ตามปกติ ไม่ถือว่าเสียมารยาท
เผาจริงกับเผาหลอกต่างกันอย่างไร
ความต่างอยู่ที่วัตถุประสงค์ของแต่ละช่วง เผาหลอกคือพิธีที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้มาร่วมงานได้ทำสิ่งสุดท้ายให้ผู้วายชนม์ร่วมกัน เมื่อถึงเวลาที่กำหนด พิธีกรจะเชิญประธานในพิธีขึ้นเมรุเพื่อจุดไฟที่ดอกไม้จันทน์ที่วางอยู่บนหีบ จากนั้นแขกทั้งงานจะทยอยขึ้นวางดอกไม้จันทน์ตามลำดับจนครบ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นต่อหน้าทุกคนและใช้เวลาราวยี่สิบถึงสี่สิบนาทีขึ้นกับจำนวนแขก โดยไฟที่จุดจะไม่ลามลงไปถึงตัวศพ เพราะช่องเตายังไม่เปิดและเจ้าหน้าที่ควบคุมไว้
เผาจริงคือขั้นตอนทางเทคนิคที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ประจำเมรุจะเลื่อนหีบเข้าเตา ปิดช่อง แล้วเริ่มเผาด้วยระบบของวัด ซึ่งเมรุในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ใช้เตาไฟฟ้าหรือเตาน้ำมันที่มีระบบกรองควัน ขั้นตอนนี้กินเวลาราวหนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสามชั่วโมงตามขนาดร่างและชนิดของเตา คนที่อยู่ร่วมในช่วงนี้จึงเหลือเพียงเจ้าภาพ ลูกหลานสายตรง และบางครั้งคือเพื่อนสนิทที่ครอบครัวขอให้อยู่เป็นเพื่อน
เมื่อเข้าใจสองส่วนนี้แล้วจะตอบคำถามที่คนกังวลที่สุดได้ทันที คือแขกทั่วไปมีหน้าที่ในช่วงเผาหลอกเท่านั้น การกลับหลังวางดอกไม้จันทน์ไม่ใช่การรีบหนีกลับ แต่เป็นสิ่งที่วัดและเจ้าภาพคาดหมายไว้อยู่แล้ว เพราะถ้าแขกทุกคนอยู่รอจนเผาจริงเสร็จ งานจะลากไปถึงดึกและเจ้าภาพจะต้องคอยดูแลแขกแทนที่จะได้พักหลังจากอยู่กับงานมาหลายคืน รายละเอียดว่างานหนึ่งงานสวดกันกี่คืนก่อนถึงวันนี้ อ่านได้ที่ สวดอภิธรรมกี่คืนและลำดับพิธีงานศพ
ธรรมเนียมเผาหลอกเริ่มมีตั้งแต่เมื่อไร
เดิมทีการฌาปนกิจของไทยไม่มีขั้นตอนที่เรียกว่าเผาหลอก งานจะจุดไฟเผาจริงต่อหน้าผู้มาร่วมงานในช่วงบ่ายถึงเย็นเลย ธรรมเนียมแยกสองช่วงเพิ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ห้า โดยมีเหตุผลตรงไปตรงมาเรื่องกลิ่นและควันจากการเผาในที่โล่ง ซึ่งสร้างความลำบากให้ผู้มาร่วมงานที่ต้องนั่งอยู่ในบริเวณนั้น จึงเกิดวิธีใหม่คือปิดก้นหีบหรือโกศไว้ก่อน ให้ไฟที่จุดเป็นเพียงสัญลักษณ์ แล้วรอให้แขกกลับจนหมดจึงค่อยเผาจริง
ธรรมเนียมนี้ยังคงอยู่แม้ทุกวันนี้เมรุจะเปลี่ยนมาใช้เตาปิดที่แทบไม่มีควันแล้ว เพราะประโยชน์ของมันเปลี่ยนไปเป็นเรื่องความรู้สึกมากกว่าเรื่องกลิ่น การแยกสองช่วงทำให้ผู้มาร่วมงานทุกคนได้ทำพิธีอำลาพร้อมกันในเวลาที่นัดหมายไว้ โดยไม่ต้องเห็นภาพการเผาจริงซึ่งกระทบจิตใจของครอบครัวมาก และทำให้เจ้าภาพจัดการเวลาของงานได้ง่ายขึ้นเพราะรู้แน่ว่าช่วงต้อนรับแขกจะจบเมื่อไร
ธรรมเนียมการเผาศพและวิธีปฏิบัติในแต่ละประเทศต่างกันมาก บางวัฒนธรรมให้ครอบครัวอยู่ร่วมตลอดกระบวนการ บางแห่งแยกพิธีอำลากับการเผาออกจากกันเช่นเดียวกับไทย ผู้สนใจภาพรวมเชิงเปรียบเทียบอ่านเพิ่มได้ที่บทความCremationบนวิกิพีเดีย ซึ่งรวบรวมพัฒนาการของการเผาศพในหลายภูมิภาคไว้พอสมควร
วันฌาปนกิจเริ่มกี่โมงและมีลำดับพิธีอย่างไร
งานฌาปนกิจในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่นัดแขกช่วงบ่าย โดยบัตรเชิญมักระบุเวลาราวบ่ายสามหรือบ่ายสามครึ่ง ช่วงแรกคือการต้อนรับแขกที่ทยอยมาถึง ลงชื่อในสมุด และวางพวงหรีดที่ยังไม่ได้ส่งมาก่อนหน้า จากนั้นราวสี่โมงเย็นจะเป็นพิธีสงฆ์ช่วงสั้น คือการสวดมาติกาและบังสุกุลซึ่งใช้เวลาไม่นาน หลายวัดจัดช่วงนี้ที่ศาลาแล้วจึงเคลื่อนศพออกไปยังเมรุ
ขั้นตอนถัดมาคือการเคลื่อนศพเวียนรอบเมรุสามรอบทวนเข็มนาฬิกา โดยมีลูกหลานถือรูปและกระถางธูปนำหน้าขบวน แขกที่ประสงค์จะร่วมเดินตามได้ ส่วนคนที่ไม่สะดวกยืนพนมมือส่งอยู่ริมทางได้เช่นกัน เมื่อเวียนครบแล้วจะเชิญหีบขึ้นตั้งบนเมรุ ตามด้วยการทอดผ้าบังสุกุลซึ่งเจ้าภาพจะเชิญผู้ใหญ่หรือแขกผู้มีเกียรติขึ้นทีละคนตามรายชื่อที่เตรียมไว้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ใช้เวลานานที่สุดหากงานมีผู้ใหญ่มาร่วมหลายท่าน
เมื่อทอดผ้าครบแล้วจึงเข้าสู่ช่วงประชุมเพลิงหรือเผาหลอก ซึ่งวัดส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ อยู่ราวห้าโมงเย็น หลังประธานจุดไฟ แขกทั้งหมดจะทยอยขึ้นวางดอกไม้จันทน์แล้วลงบันไดอีกด้านเพื่อรับของชำร่วย เวลาทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นค่ากลางที่พบบ่อย แต่ละวัดคลาดเคลื่อนได้ราวครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงตามคิวเมรุในวันนั้น ผู้ที่จะไปควรยึดเวลาบนบัตรเชิญเป็นหลักและเผื่อเวลาเดินทางไว้เสมอ
เผาจริงกี่โมง ทำไมแต่ละวัดไม่เท่ากัน
คำตอบสั้นคือเผาจริงเริ่มหลังแขกกลับหมด ซึ่งในทางปฏิบัติมักเป็นช่วงหกโมงเย็นถึงสองทุ่ม แต่เวลานี้ไม่ตายตัวเพราะขึ้นกับสามเรื่อง เรื่องแรกคือคิวเมรุในวันนั้น วัดใหญ่ที่มีเมรุเดียวแต่มีงานสองถึงสามงานต่อวันจะต้องจัดคิวเผาต่อกัน งานที่ประชุมเพลิงก่อนจะได้เผาจริงก่อน ส่วนงานที่ต่อคิวอาจถูกเลื่อนไปอีกหนึ่งถึงสองชั่วโมง
เรื่องที่สองคือจำนวนแขก งานที่มีผู้ใหญ่ขึ้นทอดผ้าหลายท่านและมีแขกหลายร้อยคน ช่วงวางดอกไม้จันทน์อาจกินเวลาเกือบชั่วโมง ทำให้ทุกอย่างขยับตามกันไปทั้งหมด เรื่องที่สามคือความประสงค์ของครอบครัว บางบ้านขอให้เผาทันทีเมื่อแขกกลับเพื่อให้เก็บอัฐิได้เช้าวันรุ่งขึ้น บางบ้านที่มีญาติเดินทางมาไกลขอให้รอจนญาติมาถึงครบก่อน ซึ่งวัดส่วนใหญ่ยืดหยุ่นให้ได้ในกรอบเวลาของวันนั้น
ส่วนความเชื่อเรื่องฤกษ์เผาที่บางครอบครัวถือ มักใช้กำหนดเวลาประชุมเพลิงมากกว่ากำหนดเวลาที่ไฟเข้าเตาจริง เพราะช่วงประชุมเพลิงคือช่วงที่มีพิธีและมีคนอยู่ร่วม สิ่งที่ผู้ไปงานควรจำคือตัวเลขบนบัตรเชิญหมายถึงเวลาเริ่มพิธี ไม่ใช่เวลาเผาจริง หากไปถึงตามเวลานั้นจะได้ร่วมครบทุกช่วงที่แขกมีส่วน
ผู้ไปร่วมงานต้องอยู่ถึงตอนไหน
ช่วงที่แขกมีบทบาทจริงมีเพียงสองช่วง คือช่วงพิธีสงฆ์กับช่วงวางดอกไม้จันทน์ เมื่อวางดอกไม้จันทน์เสร็จและลงจากเมรุแล้ว ถือว่าหน้าที่ของผู้มาร่วมงานสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่จะยืนแจกของชำร่วยอยู่ที่ทางลง ซึ่งการรับของชำร่วยเป็นสัญญาณโดยปริยายว่าแขกกำลังจะกลับ ไม่มีธรรมเนียมใดกำหนดให้แขกอยู่จนไฟเข้าเตา และเจ้าภาพเองก็ไม่ได้คาดหวังเช่นนั้น
สิ่งที่ควรทำก่อนกลับคือเดินไปทักเจ้าภาพอีกครั้งสั้น ๆ หากเห็นว่าท่านว่างพอ ใช้คำสองสามประโยคก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องพูดยาวหรือถามถึงแผนของครอบครัวหลังจากนี้ หากเจ้าภาพกำลังยุ่งกับพิธีหรือกำลังคุยกับผู้ใหญ่ท่านอื่น การพนมมือส่งแล้วกลับเงียบ ๆ เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ตามปกติ ตัวอย่างประโยคที่ใช้ได้จริงทั้งการพูดหน้างานและการพิมพ์ในไลน์อยู่ที่ คำแสดงความเสียใจ พูดและพิมพ์อย่างไร
สำหรับคนที่ไปงานในฐานะตัวแทนองค์กร ควรตรวจให้แน่ใจว่าพวงหรีดที่ส่งไปตั้งอยู่ในจุดที่มองเห็นและป้ายชื่อยังอ่านได้ก่อนกลับ เพราะวันฌาปนกิจเป็นวันที่มีการเคลื่อนย้ายของในบริเวณศาลาและเมรุมากที่สุด หากป้ายพลิกหรือถูกบังสามารถขอเจ้าหน้าที่ช่วยจัดได้ทันที เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้ส่งในนามบริษัทมักได้รับคำถามจากผู้บริหารในภายหลัง ดูแนวปฏิบัติทั้งหมดได้ที่ สั่งพวงหรีดในนามบริษัท
ขึ้นวางดอกไม้จันทน์ต้องทำอย่างไรให้ถูก
ขั้นตอนจริงเรียบง่ายกว่าที่หลายคนกังวล เมื่อพิธีกรประกาศเชิญ ให้ต่อแถวขึ้นบันไดด้านที่เจ้าหน้าที่ชี้ ถือดอกไม้จันทน์ไว้ในมือทั้งสองข้างระดับอก เมื่อถึงหน้าหีบให้วางดอกไม้จันทน์ลงในถาดหรือบนหีบตามที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ พนมมือหนึ่งครั้งเพื่ออำลา แล้วเดินลงบันไดอีกด้านโดยไม่ต้องหันหลังกลับหรือยืนค้างไว้นาน เพราะมีแขกต่อแถวอยู่ด้านหลัง
ข้อควรระวังที่พบบ่อยมีสองเรื่อง เรื่องแรกคือการขึ้นไปก่อนถูกเชิญ ซึ่งอาจไปตัดหน้าลำดับของผู้ใหญ่ที่เจ้าภาพเตรียมรายชื่อไว้ วิธีที่ปลอดภัยคือรอจนพิธีกรประกาศเชิญแขกทั่วไป เรื่องที่สองคือการถ่ายรูปบนเมรุ ซึ่งควรเลี่ยงทั้งหมดในช่วงนี้เพราะเป็นจังหวะที่ครอบครัวอ่อนไหวที่สุดของทั้งงาน หากต้องการเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก ให้ถ่ายบรรยากาศมุมกว้างก่อนพิธีเริ่มแทน
สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ขึ้นบันไดลำบาก ไม่จำเป็นต้องฝืนขึ้นเมรุ เมรุหลายแห่งมีจุดวางดอกไม้จันทน์สำรองไว้ด้านล่างสำหรับกรณีนี้ หรือฝากลูกหลานที่ไปด้วยกันนำขึ้นไปวางแทนได้ ไม่ถือว่าผิดธรรมเนียม ที่มาและความหมายของดอกไม้จันทน์รวมถึงเหตุผลที่ใช้ไม้ชนิดนี้ อ่านต่อได้ที่ ดอกไม้จันทน์คืออะไร ทำไมต้องใช้ในงานเผา
ใครบ้างที่ต้องอยู่ต่อจนเผาจริง
โดยธรรมเนียมคือลูกหลานสายตรงและญาติใกล้ชิดที่ครอบครัวมอบหมาย เหตุผลไม่ใช่เรื่องพิธีกรรมอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องการรับผิดชอบขั้นตอนที่เหลือ เพราะหลังเผาจริงจะมีการนัดหมายกับเจ้าหน้าที่เมรุเรื่องเวลาเก็บอัฐิในเช้าวันรุ่งขึ้น การเก็บของจากศาลา การเคลียร์ค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือกับทางวัด และการรับพวงหรีดหรือของที่ต้องนำกลับ ซึ่งทั้งหมดต้องมีคนของครอบครัวอยู่ตัดสินใจ
ในทางปฏิบัติ ครอบครัวจำนวนมากจะแบ่งหน้าที่กันไว้ล่วงหน้า เช่น ลูกคนโตอยู่คุยกับเจ้าหน้าที่เมรุ ลูกคนรองพาผู้ใหญ่ในบ้านกลับก่อนเพราะอยู่มาทั้งวัน และญาติอีกคนดูแลการเก็บของที่ศาลา การแบ่งงานแบบนี้ช่วยให้ไม่มีใครต้องอยู่ครบทุกอย่างจนหมดแรง ซึ่งสำคัญมากเพราะเช้าวันรุ่งขึ้นยังมีพิธีเก็บอัฐิรออยู่
เพื่อนสนิทหรือเพื่อนร่วมงานที่อยากอยู่เป็นเพื่อนครอบครัวสามารถอยู่ต่อได้ ถ้าครอบครัวไม่ได้ขอให้กลับ แต่ควรถามก่อนหนึ่งครั้งว่าต้องการให้ช่วยอะไรไหม เพราะบางบ้านต้องการเวลาเงียบ ๆ เฉพาะคนในครอบครัวในช่วงนี้ การเสนอตัวช่วยแล้วรับฟังคำตอบตรง ๆ ดีกว่าการอยู่ต่อโดยไม่ถาม
หลังเผาจริงแล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ
เมื่อการเผาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่จะจัดเถ้าและกระดูกไว้ให้เรียบร้อยเพื่อรอพิธีเช้าวันรุ่งขึ้น ครอบครัวไม่จำเป็นต้องอยู่รอจนขั้นตอนนี้จบ ส่วนใหญ่จะนัดเวลากับเจ้าหน้าที่แล้วกลับไปพักก่อน พิธีเช้าวันรุ่งขึ้นคือการเก็บอัฐิ ซึ่งบางบ้านทำพิธีสามหาบร่วมด้วย โดยลูกหลานจะเลือกกระดูกส่วนสำคัญใส่โกศเพื่อเก็บไว้ที่บ้านหรือบรรจุที่วัด ส่วนที่เหลือเรียกว่าอังคารซึ่งมักนำไปลอยในแม่น้ำในภายหลัง
ช่วงเวลาที่นัดเก็บอัฐิมักเป็นเช้าตรู่ราวเจ็ดถึงแปดโมง เพราะต้องทำก่อนที่เมรุจะเริ่มใช้งานสำหรับงานของวันนั้น พิธีนี้เป็นเรื่องของครอบครัวเป็นหลัก แขกทั่วไปไม่ต้องมาร่วมและไม่ถือว่าเป็นการขาดมารยาท คนที่สนิทมากและอยากไปควรถามครอบครัวก่อนเสมอ ขั้นตอนทั้งหมดของช่วงนี้รวมถึงการทำบุญเจ็ดวันและร้อยวัน อ่านต่อได้ที่ เก็บอัฐิและลอยอังคาร ทำอย่างไร
| ช่วงของวัน | เกิดอะไรขึ้น | แขกทั่วไปต้องอยู่ไหม |
|---|---|---|
| บ่ายสามถึงสี่โมง | ต้อนรับแขก ลงชื่อ วางพวงหรีด | ควรมาถึงในช่วงนี้ |
| สี่โมงถึงสี่โมงครึ่ง | สวดมาติกาและบังสุกุล | อยู่ร่วมในศาลา |
| สี่โมงครึ่งถึงห้าโมง | เวียนเมรุและทอดผ้าบังสุกุล | ร่วมเดินหรือยืนส่ง |
| ราวห้าโมงเย็น | ประชุมเพลิง คือช่วงเผาหลอก | ขึ้นวางดอกไม้จันทน์ |
| หลังแขกกลับ | เผาจริงในเตาของวัด | ไม่ต้องอยู่รอ |
| เช้าวันรุ่งขึ้น | เก็บอัฐิและพิธีสามหาบ | เฉพาะครอบครัว |
เวลาในตารางเป็นค่ากลางของงานในกรุงเทพฯ ที่เราส่งดอกไม้เข้าไปบ่อย งานจริงคลาดเคลื่อนได้ตามคิวเมรุและจำนวนแขกในวันนั้น
ควรส่งพวงหรีดวันเผาหรือส่งตั้งแต่คืนสวด
คำตอบที่ใช้ได้เกือบทุกงานคือส่งให้ถึงก่อนพิธีสวดคืนแรก เพราะพวงหรีดทำหน้าที่ตั้งแสดงความอาลัยตลอดทุกคืนที่มีพิธี ยิ่งถึงเร็วเท่าไรครอบครัวและแขกที่มาร่วมก็เห็นชื่อผู้ส่งนานเท่านั้น การส่งในวันฌาปนกิจซึ่งเป็นวันสุดท้ายทำให้พวงหรีดตั้งอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนงานจะจบ และในหลายงานพวงหรีดที่มาถึงบ่ายวันนั้นจะถูกวางไว้ด้านนอกเพราะพื้นที่ในศาลาเต็มแล้ว
ข้อยกเว้นที่ส่งวันเผาได้อย่างเหมาะสมมีอยู่บ้าง เช่น กรณีเพิ่งทราบข่าวในวันนั้นจริง ๆ หรือกรณีที่ครอบครัวจัดสวดเพียงคืนเดียวแล้วฌาปนกิจในวันถัดมา หากอยู่ในสถานการณ์นี้ ควรแจ้งร้านให้ส่งถึงก่อนเวลาบนบัตรเชิญอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีเวลาจัดวางก่อนแขกจะมาถึง ไม่ควรให้ถึงระหว่างพิธีเพราะรถส่งของจะเข้าพื้นที่ลำบากและรบกวนงาน
อีกกรณีที่ต่างออกไปคืองานที่เจ้าภาพจัดดอกไม้ประดับหน้าเมรุสำหรับวันฌาปนกิจโดยเฉพาะ งานส่วนนี้ต้องสั่งล่วงหน้าและติดตั้งตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนั้น เพราะใช้เวลาจัดหลายชั่วโมงและต้องวัดพื้นที่จริงหน้าเมรุก่อน ดูรูปแบบและช่วงราคาได้ที่ ดอกไม้หน้าเมรุ ส่วนพวงหรีดสำหรับตั้งในคืนสวดดูได้ที่ พวงหรีดดอกไม้สด และวิธีสั่งให้ทันเวลาอยู่ที่ สั่งพวงหรีดให้ทันงานสวด
เจ้าภาพต้องเตรียมอะไรสำหรับวันฌาปนกิจ
สิ่งที่ต้องยืนยันกับวัดล่วงหน้าคือคิวเมรุและเวลาประชุมเพลิง เพราะสองอย่างนี้กำหนดเวลาที่จะพิมพ์ลงบัตรเชิญ ถัดมาคือจำนวนดอกไม้จันทน์ที่ต้องเตรียมให้พอกับจำนวนแขกที่คาด ของชำร่วยและหนังสืออนุสรณ์หากจัดทำ รายชื่อผู้ที่จะเชิญขึ้นทอดผ้าบังสุกุลเรียงตามลำดับอาวุโส และผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นประธานในพิธี ซึ่งควรทาบทามและยืนยันล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งวัน
ด้านค่าใช้จ่าย วันนี้เป็นวันที่มีรายการจ่ายให้วัดมากที่สุดในวันเดียว ทั้งค่าเมรุ ค่าเชื้อเพลิง ค่าเจ้าหน้าที่ประจำเมรุ ปัจจัยถวายพระในพิธีช่วงบ่าย และค่าศาลาของวันนั้น ครอบครัวควรเตรียมเงินสดส่วนหนึ่งไว้เพราะบางรายการวัดรับเฉพาะเงินสด รายละเอียดของแต่ละรายการและช่วงราคาที่พบจริงอยู่ที่ ค่าใช้จ่ายงานศพมีอะไรบ้าง ส่วนงานที่ขอพระราชทานเพลิงจะมีขั้นตอนและการแต่งกายเพิ่มเติม อ่านได้ที่ งานพระราชทานเพลิงศพ
เรื่องสุดท้ายที่มักถูกลืมคือการเตรียมคนช่วยงานในช่วงบ่าย เพราะวันฌาปนกิจมีแขกมากกว่าคืนสวดทั่วไปหลายเท่า ควรมีคนรับลงทะเบียนอย่างน้อยสองคน คนคอยชี้ทางไปเมรุและห้องน้ำ และคนคอยแจกดอกไม้จันทน์ที่ทางขึ้น การกระจายหน้าที่ไว้ล่วงหน้าทำให้เจ้าภาพหลักมีเวลาอยู่กับแขกและกับพิธีมากขึ้น แนวปฏิบัติของฝั่งผู้มาร่วมงานที่เจ้าภาพควรรู้ไว้ด้วยอยู่ที่ มารยาทและวิธีส่งพวงหรีดงานศพ และเรื่องการแต่งกายอยู่ที่ ไปงานศพใส่ชุดอะไร
ทีมงาน Bangkok Wreath จัดพวงหรีดดอกไม้สดใหม่ทุกวันและส่งถึงศาลาวัดทั่วกรุงเทพฯ ภายใน 2 ถึง 3 ชั่วโมง หากงานที่ต้องไปเป็นวันฌาปนกิจแล้วและไม่แน่ใจว่าจะส่งทันไหม ทักมาบอกชื่อวัด เลขศาลา และเวลาบนบัตรเชิญ ทีมงานจะบอกตรง ๆ ว่าทันหรือไม่ทัน และแนะนำเวลาส่งที่เหมาะที่สุดให้ ทุกงานส่งรูปจริงให้ดูก่อนออกจากร้านและถ่ายรูปตอนวางหน้าศาลากลับมาให้เสมอ รายชื่อวัดที่เราส่งบ่อยดูได้ที่ พวงหรีดตามวัดในกรุงเทพฯ ช่วงราคาทุกประเภทอยู่ที่ หน้าราคาพวงหรีด และขั้นตอนสั่งทั้งหมดอยู่ที่ วิธีสั่งพวงหรีด
อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง ดอกไม้จันทน์ในวันฌาปนกิจ และ เก็บอัฐิและลอยอังคาร
ตรวจสอบข้อมูลโดยทีมงาน Bangkok Wreath · จัดพวงหรีดส่งวัดในกรุงเทพฯ มากกว่า 1,000 งาน · อัปเดตล่าสุด กันยายน 2569
คำถามที่พบบ่อย
เผาหลอกคืออะไร
เผาหลอกคือช่วงประชุมเพลิงที่ทำต่อหน้าแขกในงานฌาปนกิจ ประธานในพิธีจะจุดไฟที่ดอกไม้จันทน์บนหีบศพเป็นสัญลักษณ์ จากนั้นแขกทุกคนทยอยขึ้นวางดอกไม้จันทน์ตามลำดับ ไฟในช่วงนี้ไม่ได้เผาศพจริงเพราะยังไม่เปิดเตา ธรรมเนียมนี้เกิดขึ้นในปลายรัชกาลที่ห้าเพื่อไม่ให้กลิ่นและควันจากการเผารบกวนผู้มาร่วมงาน
เผาจริงกี่โมง
เผาจริงเริ่มหลังแขกกลับหมด โดยทั่วไปอยู่ในช่วงหกโมงเย็นถึงสองทุ่ม เวลาไม่ตายตัวเพราะขึ้นกับคิวเมรุของวัดในวันนั้น จำนวนแขกที่ทำให้ช่วงวางดอกไม้จันทน์ยาวหรือสั้น และความประสงค์ของครอบครัวว่าจะเผาทันทีหรือรอญาติที่เดินทางมาไกล ตัวเลขบนบัตรเชิญคือเวลาเริ่มพิธี ไม่ใช่เวลาเผาจริง
ไปงานเผาต้องอยู่จนไฟไหม้จริงไหม
ไม่ต้อง แขกทั่วไปมีบทบาทถึงช่วงวางดอกไม้จันทน์เท่านั้น เมื่อวางเสร็จและลงจากเมรุแล้วสามารถรับของชำร่วยและกลับได้ทันที ไม่ถือว่าเสียมารยาท เจ้าภาพและวัดคาดหมายไว้เช่นนั้นอยู่แล้ว ผู้ที่อยู่ต่อจนเผาจริงคือลูกหลานสายตรงและญาติที่ต้องรับผิดชอบขั้นตอนที่เหลือ
วางดอกไม้จันทน์ต้องทำอย่างไร
รอจนพิธีกรประกาศเชิญ แล้วต่อแถวขึ้นบันไดด้านที่เจ้าหน้าที่ชี้ ถือดอกไม้จันทน์ด้วยมือทั้งสองข้างระดับอก เมื่อถึงหน้าหีบให้วางลงในถาดหรือบนหีบตามที่จัดไว้ พนมมือหนึ่งครั้ง แล้วลงบันไดอีกด้านโดยไม่ยืนค้างนาน ไม่ควรขึ้นก่อนถูกเชิญเพราะอาจตัดลำดับผู้ใหญ่ที่เจ้าภาพเตรียมรายชื่อไว้
ไปงานฌาปนกิจควรไปถึงกี่โมง
ยึดเวลาบนบัตรเชิญเป็นหลักและไปถึงก่อนราวยี่สิบนาที เพราะวันฌาปนกิจมีแขกมากกว่าคืนสวดหลายเท่า ที่จอดรถเต็มเร็วและต้องใช้เวลาเดินหาศาลาหรือเมรุ การมาถึงช่วงบ่ายสามถึงสี่โมงทำให้ได้ทักเจ้าภาพก่อนพิธีสงฆ์เริ่ม ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะกว่าการทักระหว่างพิธี
ส่งพวงหรีดวันเผาทันไหม
ทันหากสั่งก่อนเวลาบนบัตรเชิญอย่างน้อยสองถึงสามชั่วโมง แต่โดยหลักควรส่งให้ถึงก่อนพิธีสวดคืนแรกมากกว่า เพราะพวงหรีดจะตั้งแสดงความอาลัยตลอดทุกคืนที่มีพิธี การส่งบ่ายวันฌาปนกิจทำให้ตั้งได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง และบางงานพื้นที่ในศาลาเต็มแล้วจึงต้องวางไว้ด้านนอก
เก็บอัฐิทำวันไหน
ส่วนใหญ่ทำเช้าวันรุ่งขึ้นหลังวันฌาปนกิจ ราวเจ็ดถึงแปดโมง เพราะต้องทำก่อนที่เมรุจะเริ่มใช้งานสำหรับงานของวันนั้น ลูกหลานจะเลือกกระดูกส่วนสำคัญใส่โกศเพื่อเก็บไว้ที่บ้านหรือบรรจุที่วัด ส่วนที่เหลือเรียกว่าอังคารซึ่งนำไปลอยในแม่น้ำภายหลัง พิธีนี้เป็นเรื่องของครอบครัว แขกทั่วไปไม่ต้องมาร่วม